จ่อแจ้งจับอดีตนายกอบต. แอบถอนเงินกองทุนวันละบาทใช้หนี้ สูญกว่า 4 แสน

0
334 views

ชาวบ้านที่นาหว้า นครพนม ตามทวงกองทุนเงินออมวันละบาท ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 มีเงินหมุนเวียน 1.4 ล้าน แต่กองทุนล่ม เงินหายกว่า 4 แสน พบว่าอดีตนายกอบต. ซึ่งเป็นประธานถอนเงินออกไปใช้หนี้ส่วนตัว เตรียมรวบรวมหลักฐานแจ้งความ ฉ้อโกง

วันที่ 22 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความคืบหน้ากรณีมีตัวแทนชาวบ้านนำโดย นายหนูรักษ์ วาณะวงค์ อายุ 52 ปี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลนาหว้า พร้อมด้วย ตัวแทนชาวบ้านรวมกว่า 40 คน ที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหา กองทุนเพื่อสวัสดิการชุมชนตำบลนาหว้า หรือกองทุนเงินออมวันละบาท โดยมีการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดจำนวน 1,700 คน ในพื้นที่ ต.นาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม

เดิมมีหน่วยงานภาครัฐ คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นพี่เลี้ยง พร้อมจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อเป็นการดูแลช่วยเหลือชาวบ้าน สำหรับผู้ที่เป็นสมาชิก จะได้รับการดูแลตามระเบียบ ประกอบด้วย หากสมาชิกเสียชีวิตจะได้รับเงินฌาปนกิจศพตามระยะเวลาที่เข้าร่วม เช่น เป็นสมาชิกน้อยกว่า 3 เดือน ได้รับเงินช่วยเหลือ 300 บาท เป็นสมาชิกครบ 8 ปี ได้รับเงิน 20,000 บาท แต่ถ้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินถึง 30,000 บาท หรือถ้าเจ็บป่วยต้องนอนโรงพยาบาล จะได้เงินตอบแทนวันละ 100 บาท แต่รวมไม่เกิน 1,000 บาท และในทุกๆ วันจะมีเจ้าหน้าที่ไปเก็บเงินจากสมาชิกเข้ากองทุน ส่วนการบริหารงาน นายสนั่น บุตรจันทร์ อดีตนายก อบต.นาหว้า เป็นประธาน และมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 15 หมู่ รวมทั้งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลนาหว้า ร่วมเป็นกรรมการ

ภายหลังชาวบ้าน ตัวแทนสมาชิก ได้ตรวจสอบพบปัญหาเกี่ยวกับการเงินมาตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากพบว่ามีการถอนเงินออกไปจากกองทุนแบบไม่ทราบสาเหตุ จากเดิมมีเงินในกองทุนรวมประมาณ 1.4 ล้านบาท มีทั้งเงินชาวบ้านฝากสะสม และได้รับอุดหนุนจากภาครัฐ ส่วนหนึ่งทางคณะกรรมการได้นำเงินจำนวน 4 แสนบาท ไปซื้อสลาก ธ.ก.ส. อ้างว่าเป็นการสร้างกำไรให้กองทุน แต่ที่เกิดปัญหาหลักคือ มีเงินประมาณ 1,060,000 บาท หายออกไปจากบัญชี ทราบภายหลังว่า นายสนั่น บุตรจันทร์ อดีตนายก อบต.นาหว้า ที่มีตำแหน่งเป็นประธาน ได้ถอนเงินออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ทางคณะกรรมการไม่มีการหารือชี้แจง จนชาวบ้านมาทราบภายหลัง และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบ เนื่องจากยังมีการเก็บเงินเข้ากองทุนปกติ

จนกระทั่งล่าสุด ทางคณะกรรมการได้ออกมาชี้แจงกับสมาชิกว่ากองทุนล่ม พร้อมแจ้งปิดกองทุนกะทันหัน เหลือเงินประมาณ 8 แสนบาท และจะมีการคืนเงินทั้งหมดให้สมาชิกตามสัดส่วน บางรายได้ประมาณ 600 บาท ทั้งที่ฝากมาร่วม 10 ปี บางรายได้คืนเพียง 9 บาท เนื่องจากเพิ่งเริ่มฝาก อีกทั้งยอดเงินในบัญชีได้สูญหายไป โดยชาวบ้านได้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงอำเภอนาหว้า ทำการตรวจสอบหาทางแก้ไข พร้อมร้องทุกข์ผ่านสื่อมวลชนให้มีการตรวจสอบ เชื่อว่ามีการทุจริต

ล่าสุด นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม ได้มอบหมายให้ นายทินกร ขันแก้ว นายอำเภอนาหว้า ประสานงานร่วมกับ น.ส.แสงดาว อารีย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครพนม ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง รับทราบปัญหาจากชาวบ้านเพื่อหาทางแก้ไข

โดยตรวจสอบพบว่า เมื่อปี 2560 นายสนั่น บุตรจันทร์ อดีตนายก อบต.นาหว้า ซึ่งเป็นประธานกองทุน มีการถอนเงินออกไปจากกองทุนโดยส่วนตัว จำนวนเงิน 1,060,000 บาท และมีการทยอยคืนมาบางส่วน เหลือประมาณ 4 แสนบาท ซึ่งได้มีการสอบถามไปยังเจ้าตัวมีการชี้แจง สารภาพว่าได้ถอนออกไปจริง แต่ได้มีการหารือกับคณะกรรมการบางส่วน เพราะต้องการนำไปใช้หนี้สินที่จำเป็น และจะมีการนำมาคืน โดยส่วนที่เหลือจะขอนำมาคืนภายหลัง ขณะที่ทางตัวแทนชาวบ้านไม่ยินยอม เนื่องจากเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต ทั้งนี้ จะได้หารือกับเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องรวบรวมเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความกับตำรวจเพื่อดำเนินคดีประธานกรรมคณะกรรมการ ในข้อหายักยอกทรัพย์ และฉ้อโกงประชาชน

น.ส.แสงดาว อารีย์ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สำหรับปัญหาเงินกองทุน ทางอำเภอได้ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องลงพื้นที่ ตรวจสอบรับทราบปัญหากับชาวบ้าน พร้อมได้หารือทำความเข้าใจกับชาวบ้านบางส่วนที่เป็นสมาชิก พร้อมแจ้งให้ชาวบ้านได้มาร่วมประชุมลงมติหาทางแก้ไขอีกครั้ง หลังพบข้อมูลว่ามีอดีตนายก อบต.นาหว้า ซึ่งเป็นประธานกองทุนถอนเงินออกไป พร้อมได้ให้มาชี้แจง แต่อ้างว่านำออกไปจริง แต่เป็นการยืม เพราะมีความจำเป็น ก่อนนี้เคยทยอยคืนบางส่วน และจะนำเงินที่เหลือมาคืนให้กองทุนภายหลัง ซึ่งไม่มีการชี้แจงในรายละเอียด อย่างไรก็ตามจะได้หารือกับชาวบ้าน รวมถึงเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไข แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ จะต้องมีการสรุปพยานหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : https://www.thairath.co.th

แสดงความเห็น

comments