ศาลนครพนมนัดพร้อมจำเลย “คดีครูจอมทรัพย์” มีแต่นายสับ-เมียรับสารภาพ

0
113 views

นครพนม – ศาลนครพนมนัดพร้อม 11 จำเลยในคดี “ครูจอมทรัพย์” นายสับและเมียยอมรับสารภาพ ขณะจำเลยที่เหลือยังปฏิเสธ ด้านอัยการในฐานะโจทก์ได้ยื่นรายชื่อพยานบุคคลรวมทั้งสิ้น 53 ปาก ศาลนัดแถลงคดี 7 มี.ค. 61

วันนี้ (12 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนครพนมนัดพร้อมจำเลยในคดีของนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร หรือศรีบุญหอม อายุ 56 ปี อดีตข้าราชการครูโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนคร พร้อมกับพวกรวม 11 คน ในหลายข้อหาต่างกรรมต่างวาระ มีอัยการจังหวัดนครพนมเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 

โดยแยกสำนวนฟ้อง ในหมายนัดได้เรียกตัว นายสับ วาปี และ นางจันทร์ วาปี สองสามีภรรยาในคดีอาญา เลขที่ 290/61 รวม 5 ข้อหา (1) ซ่องโจร (2) ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย (3) ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย (4) ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และ (5) เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล 

ความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี นายนิรันดร์ แสนเมืองโคตร อดีตสามีของนางจอมทรัพย์ คดีอาญาหมายเลข 331/61 ฟ้อง 3 ข้อหา (1) ซ่องโจร (2) ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย (3) ร่วมกันนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในข้อสำคัญในคดี ในการพิจารณาคดีอาญา และนางทองเรศ วงศ์ศรีชา คดีอาญาหมายเลข 356/61 ฟ้อง 2 ข้อหา (1) ซ่องโจร (2) เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาต่อศาลซึ่งความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี

ทั้งนี้ นางทองเรศเดินทางมาพร้อมกับญาติจากบ้านนาคู่ อ.นาแก พร้อมกับเปิดเผยว่า ออกจากบ้านมาตั้งแต่ 08.00 น. ให้หลานสาวขับรถยนต์มาส่ง เติมน้ำมันให้ 300 บาท เพราะฐานะทางบ้านยากจน เป็นหม้ายสามีเสียชีวิตตั้งแต่ลูกสองคนยังเล็ก สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นวิบากกรรม เพราะไม่เคยคิดว่าจะต้องตกเป็นจำเลยในคดีของนางจอมทรัพย์

แต่ยอมรับว่าวันเกิดเหตุ (11 มี.ค. 2548) คนขับรถยนต์ชนนายเหลือ พ่อบำรุง ถึงแก่ความตายนั้นมีลักษณะเหมือนผู้ชาย ส่วนยี่ห้อหรือทะเบียนรถตนไม่เห็นจริงๆ ตนเข้ามาตอนที่นางจอมทรัพย์นั้นต้องโทษแล้ว คือนางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ เพื่อนบ้านที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์บอกกับศาลว่ามีตนซ้อนท้ายก็เห็นคนขับรถยนต์เป็นชาย จึงมีชื่อปรากฏว่าเป็นพยานบุคคลฝ่ายผู้ร้องในวันรื้อฟื้นคดี เมื่อวันที่ 8-10 ก.พ. 60 ที่ผ่านมาก็เบิกความต่อศาลตามความสัตย์ซื่อ

กระทั่งวันที่ 17 พ.ย. 60 ศาลฯ พิจารณายกคำร้อง ตนจึงตกเป็นผู้ต้องหาร่วม วันที่ประกันตัวก็ยืมเงินหลานมา 10,000 บาท ซื้อกรมธรรม์ประกันตัวออกไป และมีคนมาบอกให้ตนรับสารภาพว่าอยู่ในขบวนการปั้นแพะ แต่ไม่ยอมรับเพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนพวกนั้น พร้อมที่จะพูดในสิ่งที่ตนเห็นเท่านั้นคือเห็นคนขับรถยนต์คล้ายผู้ชายเดินลงมาจากประตูด้านขวา ก่อนจะรีบขับหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว จึงปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

เมื่อศาลออกนั่งบัลลังก์ถามนางทองเรศว่า มีทนายมาด้วยหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่มี ศาลจึงจัดหาทนายขอแรง ได้นายเปรมศักดิ์ แสนคำ เป็นทนายความ 

ขณะที่ นายนิรันดร์เดินทางมาพร้อมกับผู้รับมอบฉันทะจากทนายความยื่นหนังสือขอเลื่อนคดี เนื่องจากทนายติดว่าความอีกคดีหนึ่ง อัยการเห็นควรไม่คัดค้าน ซึ่งนายนิรันดร์ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 61 ศาลจึงขอหนังสือรับรองรายได้สุทธิในปัจจุบันมาแสดงภายใน 15 วัน หากไม่มีจะต้องเปลี่ยนหลักประกันใหม่ 

เพราะในวันที่นายนิรันดร์ยื่นประกันตัวนั้น ใช้ตำแหน่ง ผอ.โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ และปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

ทางด้าน นายสับและนางจันทร์ เดินทางจากจังหวัดมุกดาหาร โดยมีนายนิกร วาปี อายุ 33 ปี ลูกชายเป็นนายประกัน ซึ่งนายสับกับนางจันทร์รับสารภาพ 2 ข้อหา คือ แจ้งความเท็จ, เบิกความอันเป็นเท็จฯ ส่วนอีก 3 ข้อหาปฏิเสธ 

จากนั้น ศาลได้อ่านคดี เลื่อนไปประชุมคดีร่วมกับนางจอมทรัพย์ในวันที่ 12 มี.ค. 61 เวลา 09.00 น. ซึ่งอัยการในฐานะโจทก์ได้ยื่นรายชื่อพยานบุคคลรวมทั้งสิ้น 53 ปาก ซึ่งศาลให้ส่งใบแถลงในวันที่ 7 มี.ค. 61 ว่าพยานแต่ละคนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยเป็นรายๆ อย่างไร เมื่อศาลลงบัลลังก์ทั้งหมดจึงเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยนายนิรันดร์กับนางทองเรศนั้นไม่ได้ทักทายพูดคุยกันแต่อย่างใด

ที่มา : https://mgronline.com

แสดงความเห็น

comments